ศูนย์รักษาเด็กออทิสติกด้วยไฮเปอร์แบริค


HYPERBARIC  คือ 

         การรักษาของแพทย์อีกวิธีหนึ่ง ด้วยการให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ (100%) ภายใต้ความกดบรรยากาศที่สูง ภายในห้องปรับบรรยากาศ เรียกว่า HBOT (HYPERBARIC  OXYGEN  THERAPY) โดยการรักษาด้วยวิธีนี้ จะทำให้ออกซิเจนซึมเข้าสู่สมอง เลือด พลาสม่า  กล้ามเนื้อ และน้ำในไขกระดูกสันหลังมากขึ้น
 
 
HYPERBARIC มีประโยชน์ในการรักษาคือ

1.  ทำให้สมองและร่างกายได้รับออกซิเจนสูงกว่าการให้ออกซิเจนตามปกติหลายเท่าจนสามารถช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น รวมถึงการช่วยกระตุ้น
     การทำงานของระบบประสาทในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
 
2.  ให้ประโยชน์ในด้านการเพิ่มออกซิเจนอย่างเข้มข้น (HYPEROXYGENATION) จะช่วยเสริมออกซิเจนทันทีให้กับสมองหรือเนื้อเยื่อที่เลือดและ
     ออกซิเจนไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ซึ่งแรงดันในห้องปรับบรรยากาศ HBO จะส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในพลาสม่าสูงขึ้น 10-15 เท่า และจะทำ
     ให้ระดับของออกซิเจนในเลือดแดงสูงขึ้นตามมาด้วย เป็นผลให้ออกซิเจนแพร่ออกจากเส้นเลือดฝอยได้ไกลเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เพื่อไปเลี้ยงสมอง
     และร่างกายส่วนปลายได้เพียงพอ
 
3. ช่วยเพิ่มสเต็มเซลล์ในร่างกาย (MOBILIZING STEM CELLS) โดยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% (จาก HBO) จะกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเซลล์ต้น
     กำเนิด (STEM CELLS) ออกจากไขกระดูก ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของหลอดเลือดที่มีส่วนสำคัญในการสร้างเส้นเลือดขึ้นใหม่ในส่วนที่ขาดเลือด
     หรือบริเวณที่เป็นแผล
 
4. ให้ประโยชน์ในด้านการช่วยสร้างคอลลาเจนและเส้นเลือดใหม่ (NEOVASCULARIZATION) ผลการรักษาจากการให้ออกซิเจนบริสุทธิ์ทำให้เกิดการ
     แบ่งตัวของเซลล์อ่อน (FIBROBLAST CELLS) ทำให้มีการสร้าง COLLAGEN ใหม่และสร้างเส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้นในบริเวณที่ขาดเส้นเลือด เช่นเนื้อ
     เยื่อที่บาดเจ็บจากการฉายแสงรังสี กระดูกติดเชื้อ (OSTEOMYELITIS) และแผลเรื้อรังชนิดต่างๆ เช่นแผลเบาหวานเป็นต้น 
  
ความสำคัญของสมอง

          สมองเป็นศูนย์กลางของความฉลาด  สมองเป็นอวัยวะที่แปลสัญญาณของเส้นประสาท และกระตุ้นให้ร่างกายเคลื่อนไหว เช่น นั่ง ยืน เดิน วิ่ง รวมทั้งควบคุมความรู้สึกนึกคิด และการเรียนรู้ ตลอดจนการเติบโตของร่างกาย 
 
 
สิ่งที่ทำร้ายสมอง
             สาเหตุที่ทำให้สมองผิดปกติ หรือพิการ ส่วนใหญ่เกิดจากเซลล์สมองขาดออกซิเจนที่เพียงพอ ซึ่งเซลล์สมองที่ขาดออกซิเจนในส่วนนี้จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่สามารถกระตุ้นให้ร่ายกายเคลื่อนไหวได้อย่างปกติ หรือไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิดได้
            
            สำหรับเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่า มีความผิดปกติทางสมองหรือพิการทางสมอง เมื่อเด็กเกิดภาวะขาดออกซิเจนขณะคลอด หรือหลังจากการชักนานๆ จะทำให้เด็กมีอาการคอแข็ง ซึ่งเกิดจากสมองส่วนที่ใช้ควบคุมกล้ามเนื้อบกพร่องจึงทำให้เด็กมีปัญหาในการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้ออ่อนแรง งุ่มง่าม เคลื่อนไหวช้า การทรงตัวได้ไม่ดี เด็กสมองพิการบางรายอาจมีความบกพร่องอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น บกพร่องการได้ยิน การมองเห็น การเรียนรู้ และอาจมีอาการชักมากขึ้นบ่อยๆ
 
 
 
  วงการแพทย์ได้อุทิศความดีและการเสียสละให้แก่ Dr.Richard Newbauer, M.D. แพทย์ผู้นำในด้านการศึกษาค้นคว้าวิจัยในการรักษาเด็ก CP (CEREBRAL PALSY) และสมองพิการด้วย HYPERBARIC OXYGEN จนเป็นที่ยอมรับและได้เผยแพร่การรักษานี้ไปทั่วโลก
 
โรคที่รักษาด้วย HBOT
 
          จากการได้ทดลองรักษามาเป็นเวลากว่า 10 ปี ในวงการแพทย์ทั่วโลก เช่น ประเทศอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ฯลฯ พบว่า HYPERBARIC มีผลดีต่อการรักษาโรคต่างๆ ดังนี้
 
·  เด็กผิดปกติทางสมอง CP
   (CEREBAL PALSY)
· ช่วยเพิ่มการสมานแผลให้เร็วขึ้นในแผลผ่าตัด 
  (ENHANCEMENT OF HEALING WOUND)
· เด็กออทิสติก (AUTISTIC CHILD) · โรคโลหิตจางหรือขาดเลือด
   (ANEMIA OR BLOOD LOSS)
· เด็กสมองพิการจากขาดออกซิเจนหลังคลอด  
  (BRAIN INJURED CHILD)
· บาดแผลจากไฟไหม้ (THERMAL BURN)
· เด็กสมองพิการจากการชัก  
   (EPILEPSY OR SEIZURE)
· ผิวหนังไหม้จากการฉายแสง-รังสี
  (RADIATION TISSUE INJURY)
· ระบบประสาทไม่ทำงาน 
   (NEUROLOGICAL DISORDER)
· แผลที่ไม่สมานของเหงือกและกระดูกจากงานทันตกรรมที่เกิดจาก
  การฉายแสง (OSTEORADIONECROSIS)
· โรคอัมพฤกษ์-อัมพาต จากเส้นเลือดในสมองตีบ               
  (STROKE)
· แผลอักเสบเรื้อรัง  (NECROTIZING TISSUE INFECTIONS)
· ปวดศีรษะเรื้อรังหรือปวดหัวไมเกรน 
  (CHRONIC HEADACHE AND MIGRAIN)
· แผลเท้าอักเสบจากเบาหวาน  (DIABETES ULCER FOOT)
 
เกณฑ์ในการสังเกตอาการออทิสติกในเด็ก

 1.  มองผ่านคนอื่นเหมือนเป็นสิ่งของ
 2.  ไม่สนใจบุคคลรอบข้าง
 3.  ชอบแยกตัวอยู่ตามลำพัง หรืออยู่ในโลกของตัวเอง
 4.  ไม่รับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว

 5.  มีความล่าช้าในการพูด การใช้ภาษา

 6.  มีพฤติกรรมบางอย่างช้ากว่าปกติ เช่น การจำ การอ่าน
 7.  ไม่สบตาผู้อื่น
 8.  ไม่ชอบการโอบกอด
 9.  เล่นของเล่นไม่เป็น หรือเล่นเฉพาะบางส่วนของสิ่งของ
10. ไม่สามารถเล่นเลียนแบบหรือทำตามผู้อื่นได้
11. ซนมากผิดปกติ ไม่อยู่นิ่ง ไม่มีสมาธิ
12. นั่งนิ่งผิดปกติ หรือเฉื่อยชา
13. กรีดร้องส่งเสียงดัง เอาแต่ใจตนเอง 
14. บางครั้งหัวเราะ หรือร้องไห้ อย่างไม่มีเหตุผล 
15. ทำลายสิ่งของมากกว่าการเล่นสิ่งของ  
16. ทำร้ายตนเองโดยการ หยิก กัด หรือทุบตีตนเอง 
17. ทำร้ายผู้อื่น ดึงผม หยิก กัด หรือทุบตีผู้เลี้ยง  
18. พูดได้ช้า เริ่มพูดเมื่ออายุเกิน 2 ปี
19. ไม่สามารถพูดเป็นคำที่มีความหมายได้
20. ทำเสียงแปลก ๆ ซ้ำ ๆ ในคอ เช่น เสียงคราง เสียงกระดกลิ้น หรือพูดกับสิ่งของ
21. พูดเลียนแบบพูดซ้ำ ๆ จากสิ่งที่เคยได้ยินมา
22. ทำตามคำสั่งไม่ได้ เช่น โบกมือ บ๊าย บาย สวัสดี หรือให้หยิบสิ่งของ
23. เมื่อต้องการสิ่งใดจะชี้ หรือจูงมือแทนคำพูด
24. ทำกริยาซ้ำ ๆ เช่น สะบัดมือ โยกตัวไปมา หรือบิดนิ้วเป็นเกลียว
25. ชอบเล่นเขย่าวัตถุ หมุนหรือปั่นวัตถุ
26. เดินเขย่งปลายเท้าหรือเดินท่าแปลก ๆ 
27. รู้สึกวิตกกังวลแตกตื่น และกลัวสิ่งใหม่ ๆ
28. ไม่แสดงสีหน้ายินดียินร้ายกับใคร
29. ไม่แสดงความต้องการหรืออยากได้แต่จะหยิบฉวยขึ้นมาดูทันที
30. ไม่เชื่อฟังคำห้าม เช่น หยุด หรือ อย่าทำ
31. ไม่สามารถใช้คำพูดหรือแสดงท่าทางสื่อสารกับผู้อื่นได้
32. มีพฤติกรรมรุนแรงเวลาถูกขัดใจ เช่น กรีดร้อง หรือนอนดิ้นกับพื้น
33. ทำกิจวัตรประจำวันบางอย่างไม่ได้ เช่น ทานอาหาร เข้าห้องน้ำ ใส่เสื้อผ้า
34. ไม่สามารถเล่นสมมติ หรือเล่นจินตนาการได้
35. สามารถพูดตอบคำถามหรือบอกสิ่งที่ต้องการได้ช้ามาก
36. ไม่หันเวลาถูกเรียกชื่อ

          เกณฑ์เหล่านี้บอกได้ว่าควรจะสงสัยว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือไม่ แต่ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าเด็กเป็นออทิสติก เด็กที่มีอาการเหล่านี้ หากท่านสงสัยว่าเด็กจะเป็นออทิสติก ควรจะได้รับการตรวจโดยละเอียดจากแพทย์เป็นลำดับต่อไป

                                                                  
                      
สาเหตุของการเป็นออทิสติก

         ในวงการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของความผิดปกติที่ชัดเจน  แต่ในปัจจุบันจากการศึกษามีหลักฐานสนับสนุนว่าน่าจะเกิดจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติ มากกว่าเป็นผลจากการเลี้ยงดูหรือสิ่งแวดล้อม จากหลักฐานข้อมูลสามารถสรุปสาเหตุของการเป็นออทิสติกได้ดังนี้

          1. สมองบางส่วนมีขนาดเล็กหรือโตผิดปกติ

          2. เกิดความผิดปกติในการทำงานของระบบสมอง เช่น เซลล์สมองมีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ

          3. ความไม่สมดุลของสารเคมีสื่อประสาทซีโรโทนิน (Serotonin) ในสมองสูงผิดปกติ

          4. ความไม่สมดุลของเลือดหรือออกซิเจนที่ไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

          5. ความผิดปกติทางพันธุกรรม (Genetic Factor)

          6. การติดเชื้อไวรัสในระหว่างตั้งครรภ์

          7. การรับประทานยาบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์

          8. การใช้สารเสพติดบางอย่างที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์สมอง
 
สมองเป็นศูนย์กลางของความฉลาด และเป็นอวัยวะที่แปลสัญญาณของเส้นประสาท มีหน้าที่สำคัญ ๆ ดังนี้

          1. ทำหน้าที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหว เช่น การนั่ง เดิน ยืน วิ่ง

          2. ควบคุมความรู้สึกนึกคิด การรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว การจดจำ

          3. สร้างการเรียนรู้ การสื่อสาร การพูด การฟัง และการมองเห็น

          4. ควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ ดีใจ เสียใจ หัวเราะ ร้องไห้

          5. ควบคุมสมาธิ ควบคุมความต้องการของตนเอง และการทำตามคำสั่ง

          6. เป็นแหล่งผลิตฮอร์โมน เพื่อสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย

วิธีการรักษาเด็กออทิสติก
 
          การรักษาวิธีนี้จะทำให้ออกซิเจนซึมเข้าสู่เซลล์สมอง เซลล์เม้ดเลือดแดง พลาสมา น้ำหล่อเลี้ยงสมอง และน้ำในไขกระดูกสันหลังมากขึ้นถึง 15 เท่า ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ในการรักษาดังนี้

          1.ทำให้สมองและร่างกายได้รับออกซิเจนสูงกว่าปกติหลายเท่าจนสามารถช่วยให้สมองทำงานได้มากขึ้น

          2.ออกซิเจนสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและระบบประสาทในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (เหมือนคนไข้ Coma ที่ต้องให้ออกซิเจนใน
            การกระตุ้นให้ระบบประสาททำงานตามปกติ)

          3.ช่วยเสริมออกซิเจนทันทีให้กับสมองหรือเนื้อเยื่อของสมองที่เลือดและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองทำงาน
             ล่าช้า (Inactive)

          4.ช่วยเพิ่ม Stem Cell ในร่างกาย ออกซิเจนบริสุทธิ์จะกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell)ออกจากไขกระดูกมากขึ้น
             Stem Cell นี้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดของหลอดเลือดที่จะมีส่วนสำคัญให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่บริเวณที่ขาดเลือด เช่น ในสมองที่เป็นIschemia

          5.ออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% สามารถซ่อมแซมหรือกระตุ้น (Jump Start) สมองส่วนที่ไม่ทำงานหรือขาดออกซิเจนเป็นการลดความพิการทางสมอง
             ให้กับเด็ก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อพ่อแม่ของเด็กที่จะได้เห็นถึงพัฒนาการของเด็ก ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการรักษาด้วย Hyperbaric


ขั้นตอนการรักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ (Hyperbaric)


          โรงพยาบาลยันฮี เปิดรักษาเด็กออทิสติก ด้วย Hyperbaric ซึ่งเป็นการรักษาแบบไม่กระทบกระเทือนต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (Non Invasive) โดยทีขั้นตอนดังต่อไปนี้

          1. ผู้ป่วยรับการตรวจร่างกาย เพื่อดูความพร้อมของร่างกายในการเข้าเครื่อง Hyperbaric Chamber 

          2. ผู้ป่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมสวมหมวก (Hood)ออกซิเจน

          3. แพทย์จะให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนกับคุณแม่ หรือผู้ปกครองในห้อง Hyperbaric Chamber ครั้งละไม่เกิน 1 ชั่วโมง

          4. แพทย์จะเปิดออกซิเจน 100% เข้าไปใน Hood ที่ผู้ป่วยสวมอยู่และปรับความดันอากาศภายใน Chamber เพื่อเพิ่มความกดบรรยากาศให้สูงขึ้น
              1.3-1.5 ATA ตามลักษณะอาการของผู้ป่วย

          5. หลังจาก 1 ชั่วโมง แพทย์จะปรับลดความดันอากาศใน Chamber พร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับบ้านได้

                                                                                                 
          ออกซิเจนบริสุทธิ์ (Hiperbaric) คือการรักษาของแพทย์อีกวิธีหนึ่ง ด้วยการให้ผู้ป่วยหายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ในหมวก (Hood) ภายใต้ความกดบรรยากาศที่สูง ในห้องปรับอากาศ เรียกว่า อุโมงค์ออกซิเจน (Hyperbaric Chamber)
 
ผลการรักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์

           การรักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100%สามารถช่วยซ่อมแซมหรือกระตุ้น (Jump Start) เซลล์สมองในส่วนที่เซลล์สมองไม่ทำงานให้เริ่มทำงานมากขึ้น


           การเพิ่มออกซิเจนภายใต้ความกดบรรยากาศสูง (Hyperbaric) ทำให้ออกซิเจนซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายรวมถึงการช่วยให้ออกซิเจนในเลือดไหลเวียนเพิ่มขึ้นในส่วนที่สมองขาดออกซิเจน เป็นการกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ควบคุมระบบประสาทได้มากขึ้น และรับการเรียนรู้เร็วขึ้น

          นอกเหนือจากการรักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ ผู้ป่วยออทิสติกจำเป็นต้องใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ จากสหวิชาชีพมาช่วยรักาาผู้ป่วยออทิสติกในรูปแบบของ "การดูแลรักษาแบบบูรณาการ" กล่าวคือ ใช้วิธีการบำบัดหลายวิธีร่วมกันโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญดังต่อไปนี้

          1. ทีมส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

          2. แก้ไขการพูด (Speech Therapy)

          3. กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy)

          4. พฤติกรรมบำบัด (Behavior Therapy)

          5. ฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย (Physical Therapy)

          6. ครูการศึกาาพิเศษ (Special Education Teacher)

          7. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม (Social Therapy)

          8. การรักษาด้วยยา

          9. การบำบัดโดยแพทย์ทางเลือก (การนวดศรีษะ)

          การดูแลรักษาเด็กออทิสติก ถ้าเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 2-3 ปี จะพบว่าอาการของโรคจะรักาาได้ผลดีกว่า และเร็วกว่าการรักษาที่ล่าช้าในเด็กที่อายุมากขึ้น เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยโรคได้เร็ว และเริ่มให้การดูแลรักษาตั้งแต่อายุน้อย ๆ และทำต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาเด็กให้หายเป็นปกติเข้าสู่สังคมได้

         
          โรงพยาบาลยันฮี ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีใหม่ ที่จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาเด็กออทิสติก ซึ่งในอดีตพ่อ แม่ หรือผู้ปกครองของเด็กออทิสติกหรือเด็กผิดปกติทางสมอง ไม่มีโอกาสเลือกช่องทางอื่น ๆ ในการรักษาให้แก่บุตรหลานของตน ดังนั้นการศึกษา Alternative Medicine และการเลือกทางรักษาโดย Hyperbaric ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจจะให้ความหวังในการรักษาบุตรหลานของตนให้ดีมากขึ้นในอนาคต

    

คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
พญ.ปาริฉัตร หวานฉ่ำ ดูรายละเอียด
พญ.ภัทราภรณ์ เจริญกิจทวี ดูรายละเอียด

 

 

 


title address
        1723