โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานคืออะไร
โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ในภาวะตามปกติได้ ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานาน จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต ระบบประสาทและหัวใจ
อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ปัสสาวะบ่อยและมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืน
- คอแห้ง กระหายน้ำ ดื่มน้ำมาก
- น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
- ถ้าเป็นแผลจะหายยากและมีการติดเชื้อตามผิวหนัง
- ชาปลายมือปลายเท้า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
อย่างไรก็ตามผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการดังกล่าวมักแสดงว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วซึ่งจริงๆ ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยในผู้ที่มีความเสี่ยงแม้ไม่มีอาการ
ผู้ใหญ่ที่ควรตรวจว่ามีโรคเบาหวานหรือไม่ ได้แก่
- ดื่มน้ำบ่อย กระหายน้ำบ่อย น้ำหนักลด
- อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป
- น้ำหนักมาก (ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 ขึ้นไป) ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้
- ไม่ออกกำลังกาย ทำงานลักษณะที่ต้องนั่งตลอดเวลา
- มีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน
- เชื้อชาติ แอฟริกัน-อเมริกัน, ลาติน, เอเชีย-อเมริกัน
- มีความดันโลหิตสูง
- ไขมันเอชดีแอลต่ำ / ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง
- ผู้หญิงที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่
- เคยตรวจพบภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยเบาหวาน
- อ้วนมาก
ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อทราบว่าเป็นเบาหวาน
- ควบคุมอาหาร
- งดแอลกอฮอล์และบุหรี่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยปรึกษาแพทย์ก่อน หรือเดินวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์
- กินยาและหรือฉีดยาตามแพทย์สั่ง ตรวจติดตามพบแพทย์สม่ำเสมอ
- ถ้ามีอาการผิดปกติใดๆ เช่น การมองเห็น ชา ใจสั่น หมดสติ ปวดขา มีแผลที่เท้า หรือกินยาอื่นๆ เช่น ยาสมุนไพรร่วมด้วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน
- มีการตรวจหาภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานเป็นประจำทุกปีหรือตามแพทย์กำหนดรวมถึงการตรวจวัด และรักษาความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงด้วย
- หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ต้องการมีบุตรต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
การแก้ไขเบื้องต้นเมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ถ้ามีอาการสงสัย แต่ไม่รุนแรงไม่แน่ใจว่าใช่ภาวะน้ำตาลในเลือดหรือไม่ และมีเครื่องตรวจน้ำตาล ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลก่อน แต่ถ้าอาการมาก เช่น ใจสั่น เหงื่อออก มือสั่นหวิวๆ หิวมากๆให้น้ำหวาน 100-200 ซีซี ซึ่งจะมีน้ำตาลอยู่ 10-20 กรัม ตามด้วยคาร์บอไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าว ขนมปัง 1-2 แผ่น ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือกลับเป็นซ้ำอีกให้รีบมาโรงพยาบาล ถ้ากินอาหารไม่ได้หรือ มีภาวะหมดสติต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล (ถ้าหมดสติให้รีบไปโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด)
อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
- ข้าว ขนมปัง กินพออิ่มร่วมกับการกินผัก และโปรตีน เมล็ดธัญพืช ถั่วเมล็ดชนิดต่างๆกินได้ แต่ต้องแลกเปลี่ยนกับการลดส่วนของข้าว ขนมปัง ไม่ควรกินของว่างเสริมเพิ่ม
- ผักใบเขียวกินได้ไม่จำกัด
- ผลไม้กินได้หลากหลายชนิดแต่กินวันละไม่มากเกินไป เช่น เลือกกินส้มเขียวหวาน 1-2 ลูกหรือฝรั่ง 1 ลูก, แอปเปิ้ล 1 ลูก,
สาลี่, มะละกอ 8-10 ชิ้นคำหรือแตงโม 8-10 ชิ้น เงาะ 6-8 ลูก, ลองกอง 8-10 ลูก ไม่จิ้มน้ำตาลเกลือ หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้คั้น
- น้ำตาลแท้ ได้แก่ น้ำตาลทราย น้ำหวาน น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง นมข้นหวาน ฟรุกโตส ซอนิทอล ซึ่งอยู่ในลูกอม เครื่องดื่มชูกำลัง นมเปรี้ยว กินให้น้อยที่สุด
- น้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวานที่ไม่มีแคลอรี่ (แอสปาแตม) กินได้แทนน้ำตาลแท้
- โปรตีน เช่น เต้าหู้ไข่ขาว เนื้อสัตว์ กินได้เป็นสัดส่วน 15-20 % ของพลังงานทั้งหมดแต่ละวันหรือประมาณ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.
หรือเทียบเท่าเนื้อสัตว์ติดมันมื้อละ 5 ชต. ดื่มนมสดรสจืดพร่องมันเนยได้ 1-2 กล่องต่อวัน แต่ถ้ามีโรคไตต้องลดปริมาณโปรตีนลง
ไม่ควรกินเนื้อสัตว์ติดมันและไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ เครื่องในสัตว์ ส่วนไข่แดงกินได้ไม่เกิน 2 ฟอง/สัปดาห์
- ใช้น้ำมันพืชที่ไม่ใช่น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไม่ใช้น้ำมันหมูหรือมันจากสัตว์ชนิดอื่นในการประกอบอาหาร และหลีกเลี่ยงอาหารทอด
- ควรงดอาหารหมักดอง ปลาเค็ม ปริมาณเกลือแกงไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน และไม่เติมน้ำตาล ซอส ซีอิ้วระหว่างกินอาหาร
- งดแอลกอฮอล์
ยารักษาเบาหวาน
ยากินรักษาเบาหวานมีหลายชนิด กลไกการออกฤทธิ์ต่างกัน เช่น กระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ชะลอการดูดซึมน้ำตาลที่ลำไส้ ลดการหลั่งน้ำตาลที่ตับ เพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ต่ออินซูลินรวมถึงยาฉีดอินซูลิน ยากินและยาฉีดเหล่านี้จึงมีวิธีบริหารยาช่วงระยะเวลาก่อนหลังมื้ออาหารต่างๆกัน
ยาเหล่านี้ไม่ได้ลดหรือกำจัดน้ำตาลที่รับประทานออกจากร่างกาย ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานทุกคนต้องควบคุมอาหารด้วยการลดแป้ง และน้ำตาล เช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ของหวาน เครื่องดื่ม และผลไม้
ตัวอย่างยาและช่วงเวลาการรับประทานยา , ฉีดยา
- Glibenelamide, Glipizide, Gliclaside, Gliquidone, Repaglinide, ควรรับประทานก่อนอาหารประมาณ 30 นาที
- Glimepiride ควรรับประทานพร้อมอาหารหรือก่อนอาหารภายใน 30 นาที
- Gliclazide MR, Metformin, Pioglitazone, Rosiglitazone สามารถรับประทานก่อนอาหาร 30 นาที หรือพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร
- Acarbose, voglibose รับประทานพร้อมอาหารคำแรก
- Insulin ชนิดออกฤทธิ์สั้น (Actrapid, HumulinR, GensulinR) ฉีดใต้ผิวหนังก่อนอาหาร 30 นาที
- Insulin ชนิดออกฤทธิ์กลาง (HumulinN, GensulinN) และชนิดออกฤทธิ์ยาว (Lanlus, Levemir) ให้ฉีดตามคำสั่งแพทย์โดยเวลาเริ่มออกฤทธิ์ประมาณ 1 ชั่วโมง
- Insulin ชนิดออกฤทธิ์เร็ว (Humalog, Novorapid) ฉีดก่อนอาหาร 5-10 นาที
- Insulin ชนิดออกฤทธิ์ผสม (Mixtrad30, Humulin 70/30, Gensulin 70/30, Novomix 30) ฉีดก่อนอาหารระยะเวลาขึ้นอยู่กับชนิดของ Insulin ฤทธิ์สั้นหรือเร็วที่เป็นส่วนประกอบ
เป้าหมายในการควบคุมโรคเบาหวาน
| Fasting Plasma Glucose (น้ำตาลตอนเช้า, งดอาหาร 8 ชั่วโมง) |
70 - 110 mg/dl |
| HbAlC (น้ำตาลเฉลี่ยสะสม) |
< 6.5 % |
|
Total Cholesterol (คลอเรสตอรอลรวม)
|
< 200 mg/dl |
|
LDL – Cholesterol (คลอเรสตอรอลแอลดีแอล)
|
> 40 mg/dl ในชาย |
| |
> 50 mg/dl ในหญิง |
|
Fasting triglyceride (ไขมันไตรกลีเซอไรด์)
|
< 150 mg/dl |
|
ดัชนีมวลกาย คือ น้ำหนัก/(ความสูง X ความสูง)
|
18.5 – 22.9 kg/m2 |
|
รอบเอว < 90 เซนติเมตรในชาย , รอบเอว < 80 เซนติเมตรในหญิง
|
|
|
Blood Pressure (ความดันโลหิต)
|
< 130/80 mmHg |
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เคาน์เตอร์พยาบาล 2 (อายุรกรรม)
เบอร์โทรศัพท์ 0-2879-0300 ต่อ 20135 - 20137
สอบถามข้อมูลสุขภาพโทร. 1723 กด 4
 |
คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ |
|
 |
|
|