สิวเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยทั่วไปเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นก็จะเริ่มพบสิวบนใบหน้า ในบางรายอาจพบที่หน้าอก ลำตัว หลัง หรือที่อื่นได้ อย่างไรก็ตาม สิวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย
ลักษณะของสิว
สิวแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
1. สิวไม่อักเสบ หรือสิวอุดตันมีลักษณะเป็นตุ่มมีหัวสีดำ เรียกว่า “สิวหัวดำ” หรือสิวหัวเปิด ถ้าตรงกลางมองเห็นเป็นสีขาว เรียกว่า
“สิวหัวขาว” หรือสิวหัวปิด
2. สิวอักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มแดงตุ่มหนอง หรือสิวหัวช้างขนาด ต่างๆ กัน มีอาการเจ็บมาก บางรายเป็นมากอาจมีไข้สูงได้
สาเหตุการเกิดสิว
1. อิทธิพลของฮอร์โมน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นฮอร์โมนเพศมีระดับสูงขึ้นจะกระตุ้นต่อมไขมันบนใบหน้า ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น สร้างไขมันมากขึ้น
ทำให้มีโอกาสเกิดการอุดตันและอักเสบตามมา นอกจากนี้ ภาวะที่มีฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงมีประจำเดือนหรือช่วงตั้งครรภ์
ก็มักเกิดสิวขึ้นได้
2. เชื้อแบคทีเรีย P.ACNE เมื่อมีการเพิ่มจำนวนขึ้นก็จะก่อให้เกิดสิวอักเสบขึ้นได้
3. ภาวะจิตใจ และอารมณ์ ความเครียดต่างๆ การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจทำให้สิวเป็นมากขึ้น
4. การล้างหน้ามากเกินไป และใช้สบู่ที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดการระคายเคือง เกิดการอุดตันของรูขุมขน และการใช้เครื่องสำอาง
บางอย่างที่อาจก่อให้เกิดสิว เช่น ครีมบำรุงผิว, น้ำมันใส่ผม
5. ยารับประทานบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยารักษาวัณโรค ยาแก้แพ้ต่างๆ และสารกระตุ้นบางชนิด เป็นต้น
6. อื่นๆ เช่น สิวจากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิด เป็นต้น
การดูแลรักษาสิวทั่วไป
1. ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อนๆ วันละ 2 ครั้ง ถ้าใบหน้ามันมาก อาจล้างหน้าหรือใช้กระดาษซับมันตอนกลางวัน
2. ไม่ควรกดหรือบีบหัวสิวเพราะจะทำให้สิวเกิดการอักเสบมากขึ้น
3. ควรใช้เครื่องสำอางชนิดที่ได้มาตรฐานผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อสิว
4. รับประทานอาหารได้อย่างปกติ นอกจากในบางรายที่มีประวัติแน่ชัดว่า สิวเป็นมากขึ้นจากอาหารบางประเภท
5. พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การรักษาสิว
1. ใช้ยาทาเฉพาะที่หรือยารับประทานตามที่แพทย์สั่ง
2. ใช้เครื่องมือกดสิวช่วย กรณีเป็นสิวอุดตันมาก
3. กรณีที่เป็นสิวหัวใหญ่ การฉีดยาลดการอักเสบเข้า หัวสิว ช่วยให้สิวยุบเร็วขึ้นได้
4. รอยดำจากสิว, รอยแผลเป็นจากสิว รักษาได้หลาย วิธี เช่น การใช้ยาทา, การทำ AHA ทรีทเม้นต์, การทำไอออนโต,
การฉีดสารคอลลาเจน หรือการใช้แสงเลเซอร์ ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะของรอย ดำว่าเหมาะกับวิธีใด

ฝ้า
ฝ้า ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่มีผลกระทบทำให้คุณต้องเสียบุคลิกภาพ หมดความมั่นใจได้ รอยฝ้ามีลักษณะเป็นสีน้ำตาลคล้ำ มักเกิดบริเวณโหนกแก้ม, หน้าผาก, จมูก, เหนือริมฝีปาก และคาง ส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนกันทั้งสองข้างของใบหน้า พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบมากในวัยกลางคน
ลักษณะฝ้า
สาเหตุของการเกิดฝ้า
-
แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญ แสงอัลตร้าไวโอเลต รวมทั้งแสง Visible light และไอความร้อนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้าหรือทำให้ฝ้าชัดมากขึ้น
-
ความไม่สมดุลของฮอร์โมน ฝ้าจะพบได้บ่อยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเพศ เช่น ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือการรับประทานยาคุมกำเนิด
-
การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอาง เครื่องสำอางบางชนิด มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารบางชนิด ซึ่งอาจทำปฏิกิริยากับแสงแดด แล้วเกิดการแพ้แบบรอยฝ้าได้
-
ยาบางชนิด อาจทำให้เกิดผื่นดำคล้ายรอยฝ้า เช่น ยากันชักบางตัว
-
รอยฝ้ายังพบร่วมในโรคต่างๆ เช่น โรคตับแข็ง ภาวะขาดไวตามิน บี12 และโรคของต่อมไร้ท่อ
-
พันธุกรรม และอายุที่เพิ่มมากขึ้น
วิธีการรักษาฝ้า
-
การใช้ครีมกันแดด ควรใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 ขึ้นไป
-
การใช้ครีมทารักษาฝ้า ตัวยาจะช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี หรือช่วยเร่งให้เม็ดสีหลุดลอกออกไป การใช้ครีมทาฝ้าควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และอยู่ในความดูแลของแพทย์ผิวหนัง
-
การรักษาด้วยยาทา ควรใช้ยาต่อเนื่อง เมื่อฝ้าจางไป ควรค่อยๆ ลดการใช้ยาลง
-
การรักษาอื่นๆ ที่ช่วยให้การรักษาเร็วขึ้น หรือเป็นตัวเสริม เช่น การทำทรีทเมนต์ด้วย AHA, การทำไอออนโต การผลัดผิวด้วยผงคริสตัล (M.D.)
คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันฝ้า
-
ควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจัดๆ โดยเฉพาะในช่วง 10.00-14.00 น.
-
ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อนใช้กับใบหน้า ทุกครั้ง
-
หลีกเลี่ยงสารที่แพ้ง่าย เช่น เครื่องสำอาง ที่มีกลิ่นหอม
-
ควรใช้ครีมกันแดด ที่มีคุณสมบัติป้องกัน แสงอัลตร้าไวโอเลตได้ และมี SPF (Sun Protection Factor) มากกว่าหรือเท่ากับ 15
-
หยุดยาที่เป็นสาเหตุ เช่น ยาคุมกำเนิด ยากันชักบางประเภท
-
เมื่อเกิดฝ้าขึ้นบริเวณใบหน้า ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษา ไม่ควรซื้อยาทาเอง
-
สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ แนะนำให้ใช้ครีมกันแดด และหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด หลังคลอดแล้วส่วนมากฝ้าจะจางลงได้เอง
กระ
แสงแดดมีคุณค่าและประโยชน์ต่อสรรพสิ่งต่างๆบนโลก แต่เมื่อมีคุณค่าและประโยชน์แล้ว ในทางกลับกันก็สามารถทำลายได้เช่นกัน ยิ่งสำหรับผิวพรรณแล้ว แสงแดดจะทำให้ผิวของคุณ ไหม้เกรียมและเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ดูแก่ก่อนวัย นอกจากนี้ยังไปกระตุ้นให้เกิดฝ้าและกระขึ้นอีก สาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้เกิดกระคือ พันธุกรรม และอีกตัวการคือ แสงแดด ในชีวิตประจำวันเรามีโอกาสที่จะเผชิญกับแสงแดดอยู่เสมอ จึงควรหลีกเลี่ยงและหาทางป้องกัน เช่น การใช้ครีมกันแดด สวมหมวก กางร่ม หรือสวมเสื้อแขนยาว เป็นต้น
กระ แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. กระตื้น ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ มีขนาดไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร ขอบเขตไม่ชัดเจน และมักพบกระจายทั่วใบหน้า ถ้าโดนแดด
สีมักจะเข้มขึ้น แต่ถ้าไม่โดนแดดนานๆ สีมักจะจางลงได้เอง
2. กระลึก ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทาๆ เห็นเป็นเงาลึกๆ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง
3. กระเนื้อ มีลักษณะเป็นตุ่มสีน้ำตาล หรืออาจเป็นสีดำ จะเป็นก้อนเล็กๆ ผิวเรียบหรือขรุขระก็ได้ บางครั้งดูคล้ายหูด มักพบบริเวณ
ใบหน้า คอ หรือลำตัวก็ได้
4. กระแดด มีลักษณะเป็นดวงสีน้ำตาล ผิวเรียบ ส่วนใหญ่พบในคนสูงอายุหรือคนที่ต้องทำงานอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานาน
วิธีการรักษากระแต่ละประเภท
1. กระตื้น สามารถรักษาโดยใช้ยาทา หรือรักษาด้วยเลเซอร์
2. กระลึก สามารถรักษาโดยใช้ยาทา หรือรักษาด้วยเลเซอร์
3. กระเนื้อ สามารถรักษาโดยใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า หรือเลเซอร์
4. กระแดด สามารถรักษาโดยใช้เลเซอร์
การปฏิบัติตัวหลังการรักษา
1. การรักษาด้วยการจี้ด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า หรือการจี้ด้วยเลเซอร์ จะทำให้เกิดสะเก็ด ซึ่งจะหลุดเองภายใน 5-7 วัน ห้ามแกะสะเก็ด
โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้
2. ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดจัดๆ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นอีก
3. ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป เป็นประจำ
4. ควรดูแลบริเวณที่ทำการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรณีที่ใช้เลเซอร์
เมื่อได้รับการรักษาปัญหาเรื่องกระจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว หากปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้องก็จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จากการรักษา แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ เช่น แกะสะเก็ดที่เกิดจากการรักษา ก็อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้