ตับอักเสบจากไวรัส
ตับอักเสบจากไวรัส
ภาวะตับอักเสบ หมายถึง ภาวะการอักเสบของตับซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ยา แอลกอฮอล์ สารเคมี ฯลฯ โดยภาวะตับอักเสบจากไวรัส (Viral Hepatitis) หมายถึง การอักเสบของตับจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีหลายชนิด ได้แก่ A B C D E G และไวรัสชนิดอื่น เช่น ไวรัสไข้เลือดออก ฯลฯ
ชนิดของไวรัสที่ทำให้เกิดตับอักเสบ ที่พบบ่อย ได้แก่
- ไวรัสตับอักเสบชนิด A สามารถแพร่กระจายในอาหาร น้ำ อุจจาระ โดยเฉพาะอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสนี้ เนื่องจากไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การเข้าห้องน้ำแล้วไม่ล้างมือ แล้วไปจับอาหารและน้ำ เชื้อจะแพร่กระจายไปสู่สมาชิกในครอบครัวและเพื่อน โดยมากจะพบในร้านอาหาร ภัตตาคาร สถานที่รับเลี้ยงดูเด็กที่ไม่ถูกลักษณะ ไวรัสชนิดนี้ทำให้มีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลัน แล้วจะหายไปเองโดยไม่เกิดตับอักเสบเรื้อรัง
อาการ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด A จะมีอาการแบบเฉียบพลันคือ มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ เพลียในระยะก่อนเหลือง ตามมาด้วยอาการเหลือง อาการมักเกิดขึ้นทันทีและรุนแรง เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาจมีปวดเสียด หรือจุกแน่นแถวลิ้นปี่ หรือชายโครงขวา ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม อาจมีอุจจาระสีซีด อาการเหล่านี้จะมีอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ จนถึง 3 เดือน แล้วมักจะหายได้เอง โดยไม่มีโรคแทรกซ้อนอะไร
- ไวรัสตับอักเสบชนิด B เกิดจากการได้รับเลือดหรือสารที่ปนเปื้อนเลือด การมีเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การล้างไต การเจาะหู การสักตัว หรือคิ้ว การใช้ใบมีดโกนและแปรงสีฟันที่มีเชื้ออยู่ รวมทั้งการได้รับเชื้อจากมารดาในขณะที่คลอด ทำให้เกิดการติดเชื้อเป็นตับอักเสบ
อาการ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ส่วนใหญ่จะมีอาการเฉียบพลัน โดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย แล้วมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองตามมา ผู้ป่วยส่วนมากจะหายได้เอง และมีภูมิคุ้มกัน มีเพียงส่วนน้อยที่กลายเป็นพาหะ ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อตั้งแต่วัยเด็ก อาจไม่มีอาการอะไรเลย และจะกลายเป็นพาหะ ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ในอนาคต
อาการ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด C ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเลย มักจะพบจากการตรวจการ ทำงานของตับที่ผิดปกติ หรือเมื่อมีอาการตับแข็งหรือ เป็นมะเร็งตับแล้ว
การรักษา
เมื่อมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาที่ถูกต้อง แพทย์จะทำการตรวจเลือดดูหน้าที่การทำงานของตับ ซึ่งจะเป็นตัวชี้บ่งว่ามีอาการอักเสบของตับหรือไม่ ในผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันไม่มีการรักษาเฉพาะ แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการเท่านั้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง เพียงพักผ่อนตามสมควรและรับประทานอาหารให้เพียงพอ
วัคซีน สำหรับผู้ป่วยที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ
การฉีดวัคซีนจะไม่ได้ประโยชน์และไม่ทำให้หายจากโรค
- สำหรับไวรัสตับอักเสบ A โดยมากมักจะได้รับเชื้อในวัยเด็ก และมีภูมิคุ้มกันแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม มีวัคซีนสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีภูมิคุ้มกันหรือไม่เคยได้รับเชื้อ โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน
- สำหรับไวรัสตับอักเสบ B ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน โดยฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ที่ระยะเวลา 0, 1 และ 6 เดือน ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ จะก่อให้
เกิดภูมิต้านทานได้ร้อยละ 90-95 ซึ่งการฉีดวัคซีนจะเป็นการป้องกันมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบ B ได้
- สำหรับไวรัสตับอักเสบ C ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
สอบถามข้อมูลสุขภาพโทร. 1723 กด 4
|