.jpg)
กรดไหลย้อน...โรคฮิตคนเมือง
เมื่อวิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ที่ชีวิตต้องรีบเร่ง เคร่งเครียด อาหารที่กินก็เต็มไปด้วยไขมันและน้ำตาล การออกกำลังกายแทบไม่ต้องพูดถึง จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีโรคใหม่ ๆ โผล่มาให้เห็น อย่างโรค “กรดไหลย้อน” ที่เดี๋ยวนี้คนเมืองเป็นกันมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะไม่รู้เลยว่าเป็นโรคนี้ มักเข้าใจไปว่าตนเองเป็นโรคกระเพาะอาหาร ดังนั้น ถ้าคุณมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว อย่าเหมาว่าต้องเป็นโรคกระเพาะอาหาร ให้นึกถึงโรคกรดไหลย้อนเอาไว้ด้วยค่ะ
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร?
โรคกรดไหลย้อน หรือ GERD (Gastroesophageal Reflux Disease) หมายถึง โรคที่มีอาการซึ่งเกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดอาการจากการระคายเคืองของกรด เช่น ทำให้เกิดอาการหลอดอาหารอักเสบ หรืออาจทำให้เกิดอาการนอกหลอดอาหาร เช่น อาการทางคอและกล่องเสียง
อาการของโรคกรดไหลย้อน
อาการของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ถูกระคายเคืองโดยกรด แบ่งเป็น
อาการทางคอหอย และหลอดอาหาร
• อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้นปี่ (Heart burn) บางครั้งอาจร้าวไปที่บริเวณคอได้
• รู้สึกจุกแน่น คล้ายมีก้อนในคอ
• กลืนลำบาก หรือกลืนเจ็บ
• เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
• รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
• มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา
• เรอบ่อย คลื่นไส้
• รู้สึกจุกแน่นในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย
อาการทางกล่องเสียง และระบบทางเดินหายใจ
• เสียงแหบเรื้อรัง หรือ เสียงแหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม
• ไอเรื้อรัง
• ไอ รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน
• อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่มีอาการแย่ลง
• เจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
รักษาโรคกรดย้อน...ทำอย่างไร?
ปรับเปลี่ยนลักษณะนิสัยในชีวิตประจำวัน มีความสำคัญมากในการทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การรักษาโดยวิธีนี้เป็นการลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหาร และทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้
• นิสัยส่วนตัว
- ควรพยายามลดน้ำหนักหากมีน้ำหนักเกิน เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินจะเพิ่มความดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้น
- หลีกเลี่ยงภาวะความเครียด และถ้าสูบบุหรี่ ควรเลิกเพราะความเครียดและการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น รวมถึงการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ด้วย
- หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่คับเกินไปโดยเฉพาะบริเวณรอบเอว
• นิสัยในการรับประทานอาหาร
- หลังทานอาหาร พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ ออกกำลัง ยกของหนัก การเอี้ยวตัวหรือก้มตัวทันที
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก และไม่ควรรับประทานอาหารใด ๆ อย่างน้อยภายใน 3 ชั่วโมงก่อนนอน
- ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ฟาสท์ฟู้ด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เปปเปอร์มิ้นท์ เนย ไข่ นม หรืออาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด
- รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ หรือรับประทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ วิสกี้ ไวน์ โดยเฉพาะในตอนเย็น
• นิสัยในการนอน
- ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง
- เวลานอนให้หนุนหมอนสูงขึ้นประมาณ 6-8 นิ้ว
การรับประทานยา...ก็จำเป็น พบว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่มีอาการโรคกรดไหลย้อนสามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา และหากผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนนิสัยการใช้ชีวิตไปได้ด้วยกัน ก็ยิ่งทำให้การรักษาเห็นผลเร็วขึ้น
สำหรับการทานยาก็เพื่อลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และ/หรือเพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารในการกำจัดกรด ปัจจุบันมียาลดกรดที่สามารถยับยั้งการหลั่งกรดได้ดี สามารถเห็นผลการรักษาเร็ว ควรรับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดยาเอง และควรมาพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานาน 1-3 เดือน กว่าที่อาการต่าง ๆ จะดีขึ้น จำไว้ว่า อย่าซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดจะทำให้กระเพาะหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น
อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คงช่วยให้คุณผู้อ่านรับมือกับโรคกรดไหลย้อนอย่างเข้าใจมากขึ้นนะคะ...
ด้วยความปรารถนาดีจาก : ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลยันฮี |